น้ำผึ้ง ยาอายุวัฒนะจากธรรมชาติ

            น้ำผึ้งเป็นน้ำหวานที่ได้จากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ และได้จากแหล่งน้ำหวานอื่น ๆ ที่ผึ้งเก็บมา โดยผึ้งจะกลืนน้ำหวานสู่กระเพาะอาหาร ซึ่งจะมีเอนไซม์ช่วยย่อยน้ำหวานแล้วนำมาเก็บไว้ในหลอดรวงผึ้ง จากนั้นน้ำผึ้งค่อย ๆ บ่มตัวเองโดยการระเหยน้ำออกไปจนน้ำผึ้งมีปริมาณน้ำตาลที่เข้มข้นจนได้ระดับที่เหมาะสมกับการเก็บรักษาผึ้งงานก็จะปิดฝาหลอดรวง เราเรียกน้ำผึ้งว่า “น้ำผึ้งสุก” เป็นน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน คือมีน้ำอยู่ไม่เกิน 20 – 21 เปอร์เซ็นต์  น้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาลชนิดต่าง ๆ เช่น กลูโคส ฟรักโทส และเลวูโลส ประมาณ 79 เปอร์เซ็นต์ โดยมีปริมาณน้ำตาล “ฟรักโทส” มากกว่าน้ำตาล “กลูโคส” เล็กน้อย ทำให้น้ำผึ้งไม่ตกผลึก และมีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ กรดชนิดต่าง ๆ ประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำผึ้งมีรสเปรี้ยวเล็กน้อยโดยกรดที่พบมาก คือ กรดกลูโคนิก วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 วิตามินซี เอนไซม์ แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม ซัลเฟอร์ แมงกานีส ประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำผึ้งที่มีสีเข้มจะมีปริมาณแร่ธาตุสูงกว่าน้ำผึ้งที่มีสีอ่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบหลักของน้ำผึ้ง คือ น้ำตาล และเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยน้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 แคลอรี น้ำผึ้งนำมาใช้ในทางยาแผนโบราณ โดยเป็นตัวช่วยในการแต่งรสยาให้สามารถรับประทานยาได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ใช้ผสมกับยาแผนโบราณจึงทำให้ยานั้นมีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายขึ้นมา นั่นคือ ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ปวดเอว น้ำผึ้งยังนำมาใช้เป็นน้ำกระสายยาได้อีก ซึ่งจะช่วยให้ตัวยานั้น ๆ ออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น ดูดซึมเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต และกระจายเลือด ซึ่งช่วยให้ผู้ที่กำลังป่วยอยู่มีกำลังมากขึ้น แต่น้ำผึ้งก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางประเภทเช่นกัน นั่นคือ ผู้ป่วยที่ดีพิการ คือ มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง นอนสะดุ้งผวา ผู้ป่วยมีเสมหะพิการ คือ สีเสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่น้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคคุดทะราต่าง ๆ ผู้ป่วยดังกล่าวนี้ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้งแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลย เพราะจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นหากต้องการรับประทานน้ำผึ้งควรที่จะผสมน้ำผึ้งกับน้ำหรือส่วนผสมอื่น ๆ ก่อนที่จะรับประทานจะปลอดภัยที่สุด ในตำราจีนแต้จิ๋ว เรียกน้ำผึ้งว่า “พังบิ๊ก” ซึ่งถือว่าน้ำผึ้งเป็นยาบำรุงร่างกายโดยเฉพาะบำรุงลำไส้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดความร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย และยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก น้ำผึ้งสามารถช่วยได้ เพราะเมื่อเกิดปัญหาท้องผูก กากอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้จะแข็งตัว ถ้าปล่อยให้ท้องผูกนาน ๆ กากอาหารจะขูดผนังลำไส้ อาจทำให้เป็นแผล และสุดท้ายอาจกลายเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้ ดังนั้นการรับประทานน้ำผึ้งจะช่วยไปเคลือบลำไส้และช่วยลดปัญหาอาการท้องผูกลงได้ น้ำผึ้งมีคุณสมบัติทางยา คือ สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ได้ ช่วยกำจัดปริมาณน้ำที่แบคทีเรียใช้ในการเจริญเติบโต น้ำผึ้งมีสารแอนติออกซิแดนต์ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ ดังนั้นเมื่อเราใช้น้ำผึ้งทาบาดแผลจึงสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้และทำให้แผลไม่เกิดการอักเสบ ต่อไปนี้คือสรรพคุณที่ดีของน้ำผึ้งเพื่อร่างกายที่แข็งแรงและไม่แก่ก่อนวัย 1.ผู้หญิงที่ตัดมดลูกทิ้งเนื่องจากเป็นมะเร็งในมดลูก หรือเนื้องอกในมดลูก ผลที่ตามมาคือ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเมื่อขาดฮอร์โมนดังกล่าวแล้ว ก็จะทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและไม่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลเหมือนเคย ซึ่งในกรณีนี้ “นมผึ้ง” สามารถช่วยทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เพราะในนมผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย จึงสามารถช่วยทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงที่ขาดไปได้ และช่วยทำให้ผิวพรรณไม่เหี่ยวย่น กลับมาสดใสเปล่งปลั่งอีกครั้ง 2.น้ำผึ้งช่วยลดอาการอักเสบจากบาดแผลต่าง ๆ เพราะในน้ำผึ้งมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น 3.น้ำผึ้งช่วยรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา นั่นคือ โรคกลากเกลื้อน ซึ่งสามารถใช้น้ำผึ้งในการรักษาโรคโดยการนำน้ำผึ้งมาผสมกับขมิ้นผง แล้วทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนวันละ 2 ครั้ง จะช่วยรักษาโรคกลากเกลื้อนให้หายไปได้
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการริบหุ้น เคล็ดลับการจัดสวนเพื่อให้ตัวบ้านดูร่มรื่