บริษัทมีนโยบายจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้กับพนักงานในกรณีที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวในกิจธุระของบริษัทตามอัตราที่กำหนด และประกาศให้พนักงานทราบทุกสิ้นเดือน โดยใช้อัตราราคาน้ำมันที่สูงที่สุดในเดือนนั้นๆ ของกระทรวงพลังงานมาคำนวณเพื่อจ่ายคืนแก่พนักงานเดือนละครั้ง มีภาระภาษีอย่างไร

          1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล                กรณีบริษัทจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้กับพนักงานในกรณีที่พนักงานใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปทำงานให้บริษัทตามจำนวนที่จ่ายจริง ถือเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการประกอบกิจการ บริษัทสามารถหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปเกินกว่าจำนวนที่พนักงานได้จ่ายไปจริง ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่าย ตามมาตรา 65 ตรี(3) แห่งประมวลรัษฎากร            2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา                กรณีพนักงานจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำค่าน้ำมันในกรณีนี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น จะต้องมีหลักฐานการใช้รถยนต์และพิสูจน์จนเป็นที่เชื่อถือว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดเพื่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่นั้นด้วย ประกอบกับบริษัทต้องมีระเบียบอนุญาตให้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ได้และมีหนังสืออนุญาตพร้อมทั้งการบันทึกอนุญาตให้เดินทางไปติดต่องานจากที่ใดถึงที่ใด ระยะทางเท่าใด ชื่อเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียนรถยนต์ และใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันรถยนต์ที่มีการระบุชื่อเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียนรถยนต์ ให้ชัดเจน           3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย               เมื่อบริษัทจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนที่เกินกว่าที่จ่ายจริง ถือเป็นประโยชน์เพิ่มของพนักงานแม้จะเป็นรายจ่ายต้องห้าม บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร           4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม               ภาษีซื้อค่าน้ำมันรถยนต์นั้น ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)
การดูแลและรักษาโซ่และสเตอร์ในรถมอเตอร์ไซ เงินบำนาญชราภาพ