มหาวิทยาลัยได้จ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาให้หัวหน้าโครงการฯ เพื่อดำเนินกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยการแปรรูปเพื่อส่งเสริมการส่งออกภายใต้โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เงินค่าจ้างดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และหักค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

          เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราร้อยละ 40 แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ตาม มาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร           หากเงินค่าจ้างดังกล่าวต้องนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารหรือการดำเนินงานอันทำให้เกิดเงินได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจำนวนสูง เช่น จ่ายเป็นค่าจ้างให้คณะที่ปรึกษาฯ จ่ายเป็นเงินเดือนค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างพนักงาน จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ของสำนักงาน ค่ารับรอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นใดที่จ่ายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฯ ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งปีแล้วสูงกว่าอัตราร้อยละ 40 เงินค่าจ้างดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้ ตาม มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร สามารถหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ ตาม มาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502           มหาวิทยาลัยฯ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 จากจำนวนค่าจ้างที่ปรึกษาที่จ่ายทั้งจำนวน ตาม มาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร และผู้มีเงินได้มีสิทธินำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักและนำส่งไปแล้วนั้นไปเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ตาม มาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร           ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีภาษี 2560 สำหรับเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(1) และ  40(2) แห่งประมวลรัษฎากร   หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราร้อยละ 50 แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตาม มาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560
กิจการการค้า มีอะไรบ้าง ประเภทของ ธุรกิจ บริษัทมีข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายระหว่างกัน