นิติบุคคลได้รับเงินปันผลจากการลงทุนในบริษัทในสิงคโปร์ที่ลงทุนในอินโดนีเซีย

          การที่บริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัท L ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของสิงคโปร์ แยกพิจารณาได้ดังนี้            1. ได้รับเงินปันผลก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 442) พ.ศ.2548 มีผลใช้บังคับ                บริษัทไม่มีภาระภาษีจากเงินปันผลในสิงคโปร์ และไม่เข้าลักษณะการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 บริษัทมีหน้าที่ต้องนำเงินปันผลดังกล่าว มาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย                      2. ได้รับเงินปันผลในหรือหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 442) พ.ศ.2548 มีผลใช้บังคับ                 กรณีบริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัท L ซึ่งบริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมาจนถึงวันที่ได้รับเงินปันผล โดยเงินปันผลดังกล่าว บริษัท L ได้รับมาจากบริษัท H ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของอินโดนีเซีย และเนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลว่า บริษัท L ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท H ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ของบริษัท L ในสิงคโปร์ ดังนั้น บริษัทไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท L ตามมาตรา 5 วีสติ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา ฯ (ฉบับที่ 442) พ.ศ.2548           ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 442) พ.ศ.2548  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป
นิติบุคคลได้รับเงินปันผลจากการลงทุนในบริ นิติบุคคลไทย เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่า