ใครเป็น ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี วิธีการจั
เคยสงสัยไหมว่า การจะประกอบอาชีพ 1 อาชีพ เราจำเป็นต้องทำบัญชีหรือไม่ การค้าขาย ซื้อมา-ขายไป ผลิตสินค้าต่างๆ หรือแม้กระทั้งธุรกิจบริการ อาชีพเหล่านี้จำเป็นไหมที่จะต้องจัดทำบัญชี แล้วใครละที่ต้องจัดทำบัญชีตามกฎหมาย เรามาดูกันว่ามีใครบ้าง

บทความที่น่าสนใจ

นาย ก. และนางสาว ข. ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ จดทะเบียนสมรสในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเดือนมีนาคม 2552 ซื้อบ้านใหม่ โดยภริยาทำสัญญาเงินกู้ยืมจากธนาคารเพียงคนเดียว และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งหนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามภริยา สามีภริยาจะได้รับสิทธิหักลดหย่อนเงินได้ค่าซื้อบ้านใหม่ในปี 2552 ที่ได้รับยกเว้น และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านได้อย่างไร

          สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี (สมรสระหว่างปี) ได้มีการซื้อบ้านใหม่หลังจดทะเบียนสมรส  สามีภริยามีสิทธิหักลดหย่อนเงินได้ค่าซื้อบ้านใหม่ในปี 2552  และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน ในปีที่สมรสซึ่งต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้           1. เงินได้ค่าซื้อบ้าน ซึ่งถือเป็นสินสมรส แม้ผู้ซื้อจะมีชื่อฝ่ายเดียวเป็นสามีหรือภริยา และหนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นชื่อสามีหรือภริยา ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้คนละกึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 300,000 บาท  ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552) ประกอบกับข้อ 1(7)(ข) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 178)           2. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม กรณีการซื้อบ้านที่มีการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แม้สัญญากู้ยืมเงินจะมีชื่อกู้ยืมเพียงคนเดียว แต่เนื่องจากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และได้กู้ยืมเงินซื้อบ้านหลังสมรสซึ่งถือเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้คนละกึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยเงินกู้ยืมรวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ซ) และ 47(2) แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวง ฉบับที่ 264 (พ.ศ.2550) ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ เงินได้ (ฉบับที่ 165) (ฉบับที่ 166) (ฉบับที่ 167)           ตั้งแต่ปีภาษี 2555 เป็นต้นไป หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 264 (พ.ศ.2550) และ ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 86) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 238) ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 165) (ฉบับที่ 166) (ฉบับที่ 167) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 224) (ฉบับที่ 225) และ (ฉบับที่ 226) ได้ดังนี้           1. กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาฝ่ายที่มีเงินได้หักลดหย่อนและยกเว้นเงินได้ เฉพาะส่วนของตน           2. กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวและร่วมกันกู้ยืม ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนและยกเว้นเงินได้ได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ลดหย่อนไม่เกิน 10,000 บาท และยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท)           3. กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนและยกเว้นเงินได้อยู่ก่อนแล้ว ต่อมาสมรสกัน ให้ต่างฝ่ายต่างยังคงหักลดหย่อนและยกเว้นเงินได้ในส่วนของตนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ลดหย่อนไม่เกิน 10,000 บาท และยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท) ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม           4. กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่ายและร่วมกันกู้ยืม ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนและยกเว้นเงินได้ได้กึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท (ลดหย่อนไม่เกิน 10,000 บาท และยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท) ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม
นาย ก. และนางสาว ข. ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ จดทะเบียนสมรสในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเดือนมีนาคม 2552 ซื้อบ้านใหม่ โดยภริยาทำสัญญาเงินกู้ยืมจากธนาคารเพียงคนเดียว และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งหนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามภริยา สามีภริยาจะได้รับสิทธิหักลดหย่อนเงินได้ค่าซื้อบ้านใหม่ในปี 2552 ที่ได้รับยกเว้น และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านได้อย่างไร
นาย ก. และ นาย ข. ร่วมกันถือหุ้นในบริษัท นาย ก. และภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ภริ