นาง ม. สมรสกับนาย ส. เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2520 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 นาง ม.ได้รับที่ดินจากการยกให้จากมารดาของตน นาง ม. ต้องการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวจึงไปขอกู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารฯ มีเงื่อนไขว่าต้องมีชื่อสามีในโฉนดด้วยจึงจะให้กู้ นาง ม. จึงเพิ่มชื่อสามีให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 กรณีนาง ม. เพิ่มชื่อสามีให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์หรือไม่

          นาง ม. ได้ที่ดินมาจากการยกให้ของมารดาในระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว ตามมาตรา 1471(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่นาง ม. ยอมให้นาย ส. เข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 เป็นการยกให้กึ่งหนึ่งของจำนวนที่ดินทั้งหมด ถือเป็นการขาย ตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากร และการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 4(6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร และถ้ามิได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาต้องเสียเงินเพิ่มอีกอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง​
นาง ม. สมรสกับนาย ส. เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2520 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 นาง ม.ได้รับที่ดินจากการยกให้จากมารดาของตน นาง ม. ต้องการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวจึงไปขอกู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารฯ มีเงื่อนไขว่าต้องมีชื่อสามีในโฉนดด้วยจึงจะให้กู้ นาง ม. จึงเพิ่มชื่อสามีให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 กรณีนาง ม. เพิ่มชื่อสามีให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์หรือไม่
นาง ม. ภริยาของนาย ธ. ทำสัญญากู้ยืมเงินก นาง ร. สมรสกับชาวต่างชาติ นาง ร.กู้ยืมเง