ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

          หากผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์โดยใช้สมุดคู่ฝากในการฝากถอนและไม่ใช้เช็คในการถอน ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน  2552 ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวต้องไม่ใช้เช็คในการถอนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีดังกล่าวไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด (ซึ่งไม่เฉพาะต้องเป็นการใช้สมุดคู่ฝากอย่างเดียว) ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีฯ ฉบับดังกล่าว  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 177) และประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 227) เป็นจำนวนเงินดังต่อไปนี้                      1. ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว ที่ได้รับในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 20,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(8)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(38) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)                      2. ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว ที่ได้รับในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นเกิน 20,000 บาท ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวตั้งแต่บาทแรกมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ให้ผู้มีงินได้แจ้งธนาคารทุกแห่งหรือแห่งเดียวที่จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวเกิน 20,000 บาท เพื่อให้ธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ตามมาตรา 50(2) และ มาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 181) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทันทีที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ(3) แห่งประมวลรัษฎากร
ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยจากสหกรณ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ได้รับจากธนาคารต้